โชว์รูมรถนำเข้า

ford mustang Eco boost 2.3 พร้อมศูนย์บริการ ช่างผู้เชี่ยวชาญ โดยตรง
911 carrera สั่งจองที่นี่ ได้รถเร็วมาก
new estima 2016 พร้อมให้คุณ สัมผัส ได้แล้ว ที่นี่
New Panamera ปรับโฉมใหม่ ตอบสนองความต้องการ สุงสุด เพื่อคุณ

สำหรับ ผู้ศึกษาต่อ ต่างประเทศ

เรียน sat หลักสูตร มาตรฐานเดียวทั่วโลก
เรียน ielts พร้อมรับรองผล มีระบบ ข้อสอบ จำลอง เพื่อวัดผล ก่อนสอบจริง

admin

วิธีการตรวจสอบ นำ้มันเครื่อง

หลีกเลี่ยง การใช้นำ้มันเครื่องปลอม หรือ น้ำมันเครื่องที่ไม่ได้ มาตรฐาน

อันตราย ผลเสีย กับเครื่องยนต์ มากกว่า ที่คุณจะ จินตนาการได้ เพราะ น้ำมันเครื่องปลอม จะ แทรกซึม เข้าไป ทุกที่ของเครื่องยนต์ ความเสียหายจุดเล็กจุดน้อย มากมาย

แน่นอน ว่าถ้ารู้ คงไม่ใคร จะ เสี่ยง ซื้อ นำ้มันเครื่องปลอม มาใช้ แน่นอน

ว่าแต่เราจะ รู้ได้อย่างไร ว่า น้ำมันเครื่องจริง หรือ ปลอม วันนี้ เรามี วิธีสังเกตุ ง่ายง่าย ดังนี้

  1. สังเกตุที่ บรรจุภัณฑ์ ฝาขวด หรือ แกลลอน ต้องปิดสนิท ซีลแน่น ด้วยแผ่นฟอยล์ เหมือนออกจากโรงงาน  ไม่มีคราบน้ำมันเครื่องไหลย้อน ไม่มีรอยบุบ เจาะ ฉลากชัดเจน คมชัด พิมพ์สติกเกอร์ฉลากสินค้า คมชัด หรือ บางยี่ห้อ อาจจะ มี พิมพ์สติกเกอร์โฮโลแกรม เพื่อป้องกัน การปลอมแปลง เพิ่มเติม
  2. สังเกตุสีและกลิ่น น้ำมันเครื่องต้องมีสีใส ไม่ขุ่น ไม่มีสิ่งอื่นเจอปน วิธีการตรวจสอบ คือ นำน้ำมันเครื่องที่สงสัย ใส่ภาชนะใส และ วางด้านหน้ากระดาษ ถ้าเป็นน้ำมันเครื่อง ที่ได้มาตรฐาน จะสามารถ มองเห็น กระดาษ ผ่านน้ำมันเครื่องได้อย่าง ชัดเจน
  3. สังเกต ค่าความหนืด ความหนืดของน้ำเครื่อง จะมีค่าคงที่ทั้งปริมาตรของขวด แกลลลอน หากพบว่ามีความหนืดผิดปกติ ไหลยากตอนแรก และ ไหลง่ายในช่วงท้าย อย่าใช้น้ำมันเครื่องนั้น เพราะ อาจจะหมดอายุ น้ำมันเครื่อง มีการปลอมปน ไม่มี มาตรฐาน
  4. เลือกซื้อน้ำมันเครื่อง จาก แบรนด์ หรือ ร้านที่เชื่อถือได้ แน่นอน น้ำมันเครื่อง เป็นสินค้าควบคุม ที่ต้องได้รับ มาตรฐานสินค้า มอก จึงจะจำหน่ายได้ แต่ก็มีไม่น้อย ที่ผลิตและจัดจำหน่าย โดยการลักลอบ

สำคัญที่สุด คือเลือก ใช้น้ำมันเครื่องจาก ผู้ผลิตที่ได้รับมาตรฐาน หรือ เลือก เปลี่ยน น้ำมันเครื่อง กับ ศูนย์บริการมาตรฐาน ที่เหมาะกับรถของเรา ที่สุด และ มีการ รับประกัน ที่นา่เชื่อถือ เพื่อ รถที่รักของคุณ

การตรวจ ระบบ เบรค

ตรวจระบบเบรก

ตรวจระบบเบรก หรือตัวบี (B = Brake)

ตรวจระดับน้ำมันเบรกและสภาพ

ก่อนตรวจชิ้นส่วนที่ผู้ขับขี่จะต้องรู้ ได้แก่ ถ้วยเก็บน้ำมันเบรก หม้อลมเบรก แป้นเบรกท่ออ่อนเบรก เบรกมือ เป็นตัน

 

ระบบเบรกผู้ขับขี่จะต้องตรวจอะไรบ้าง

  1. ตรวจระดับน้ำมันเบรกและสภาพ
  2. ตรวจระดับน้ำมันคลัตช์และสภาพ (รอเกียร์ธรรมดา)
  3. ตรวจระยะฟรีแป้นเบรก
  4. ตรวจระยะฟรีแป้นคลัตช์ (รถเกียร์ธรรมดา)
  5. ตรวจหม้อลมเบรก
  6. ตรวจความสูงของแป้นเบรกขณะเหยียบ
  7. ตรวจท่ออ่อนเบรก
  8. ตรวจเบรกมือ

ตรวจระดับน้ำมันเบรก

ถ้าระดับน้ำมันเบรกอยู่ระหว่างขีด MAX กับขีด MIN ถือว่าปกติ

ถ้าต้องการเติมให้ถึงขีด MAX ให้หาผ้าสะอาดเช็ดที่ฝาครอบก่อนเปิด เนื่องจากฝุ่นผงที่ติดอยู่ข้าง ๆ ถ้วยเก็บอาจจะเข้าไปปนกับน้ำมันเบรกได้ อย่าเติมน้ำมันเบรกให้เกินขีด MAX โดยเด็ดขาด เพราะเมื่อน้ำมันเบรกร้อนหรือรถเกิดการกระแทก น้ำมันเบรกจะไหลออกมาได้ น้ำมันเบรกจะกัดสีรถ ต้องระวังให้ดี

ในการเติมน้ำมันเบรก ท่านต้องรู้ว่า น้ำมันเบรกในรถของท่านใช้ DOT อะไร มันจะบอกไว้ที่ฝาปิดว่า DOT 3 หรือ DOT 4 ส่วนมากจะใช้ DOT 3 ครับ

DOT ย่อมาจาก Department of Transportation หมายถึง กรมการขนส่งของประเทศสหรัฐอเมริกา ได้กำหนดจุดเดือดของน้ำมันเบรกไว้ และกำหนดให้น้ำมันเบรก DOT 3 ของทุกบริษัทสามารถเติมแทนกันได้ น้ำมันเบรก DOT 3 จะมีจุดเดือดต่ำกว่าน้ำมันเบรก DOT 4 (ดูรูป) เมื่อน้ำมันเบรกร้อนจัดจะเป็นไอปนกับน้ำมันทำให้จุดเดือดของน้ำมันเบรกลดต่ำลงมาก เช่น ในกรณีขับรถลงเขาแล้วเหยียบเบรกบ่อย ๆ

 

ในกรณีท่านไม่ได้ตรวจระดับน้ำมันเบรกทุกวัน ท่านจะต้องสังเกตไฟเตือนระบบเบรกที่แผงหน้าปัดให้ดี ถ้าไฟเตือนระบบเบรกติดขึ้นมา ถ้าไม่ดึงเบรกมือแสดงว่าอาจเกิดจากระดับน้ำมันเบรกต่ำกว่าปกติ ตัวเซนเซอร์จะติดตั้งอยู่ที่ข้างเก็บน้ำมันเบรกมีสายไฟสองเส้นส่งสัญญาญไปยังไฟเตือนที่หน้าปัด

สาเหตุที่ระดับน้ำมันเบรกลดลงต่ำกว่าขีด MAX ส่วนมากเกิดจากผ้าเบรกสึกหรอหรือมีรอยรั่วซึมตามจุดต่าง ๆ

 

คำแนะนำ

ไฟเตือน ระบบเบรก ใช้เตือน

  1. ระดับน้ำมันเบรก
  2. เตือนเบรกมือ ถ้าปลดเบรกมือแล้วไฟเตือนระบบเบรกยังไม่ดับ ระดับ น้ำมันเบรก อาจจะต่ำกว่าปกติ
  3. เตือนสูญญากาศในหม้อลมเบรก (รถปิกอัพบางรุ่นจะมีสวิตช์สุญญากาศติดตั้งอยู่ที่หม้อลมเบรก)

 

ตรวจสภาพน้ำมันเบรก

ถ้าน้ำมันเบรกยังใสอยู่ ไม่ขุ่น ไม่สกปรกหรือไม่มีสีดำ ถือว่ายังใช้ได้ยังไม่ต้องเปลี่ยนในหนังสือคู่มือการใช้รถจะบอกไว้ว่าควรเปลี่ยนเมื่อใด

การตรวจระดับน้ำมันคลัตช์และสภาพ

มีวิธีตรวจเช่นเดียวกันกับน้ำมันเบรกครับ น้ำมันเบรกและน้ำมันคลัตช์เป็นน้ำมันชนิดเดียวกัน จะเห็นว่าการตรวจระดับน้ำมันเบรกและระดับน้ำมันคลัตช์ รวมทั้งสภาพน้ำมันด้วยเป็นเรื่องที่ผู้ขับขี่รถยนต์ทุกท่านตรวจด้วยตนเองได้

ส่วนการเปลี่ยนน้ำมันเบรกและน้ำมันคลัตช์นั้นเป็นหน้าที่ของช่าง

บทหน้าที่จะเป็นการตรวจระยะฟรีของแป้นเบรกและแป้นคลัตช์ครับ

ความนิยม ของรถหรู

ทำไม ความนิยม ของ รถนำเข้า ยังเป็นที่ต้องการ ของตลาด

รถนำเข้า สวยหรู ไม่เหมือนใคร แต่ ปัญหา มากมาย ภาษีนำเข้า ศูนย์บริการ สต๊อกอะไหล่ ค่าประกันภัย ที่แพงมาก

พิธีการ นำเข้า จาก กรมศุลกากร ใช้รถไปแล้ว อาจจะถูกยึดได้ หาก ได้มา อย่างไม่ถูกต้อง
ถึง กระนั้น รถนำเข้ายัง คงมีความนิยม อย่างไม่ลดละ ยิ่ง เศรษฐกิจ นิ่งนิ่ง ตลาด รถนำเข้า ก็ยังขยับ อย่างเงียบเงียบ ความสวยงาม ของ รถนำเข้า ทุกรุ่น ที่นำเข้ามา แน่นอน ว่า สวยจริงจริง เพราะถ้า ไม่สวย ไม่งาม คงไม่มีใคร นำเข้ามา

หตุผลหลัก ที่ รถนำเข้า ได้ รับความนิยม มาก คือ

1. ความสวยงาม ของ ตัวรถ สะท้อน ฐานะทางสังคม สะท้อน ความสำเร็จ ของต้นเอง
2. อะไหล่ ทุกชิ้น ประกอบ ที่ต่างประเทศ ได้ความ เป็น original มีความทนทาน ตามมาตรฐานต่างประเทศ
3. มีความ ไม่เหมือนใคร ขับด้วยความภาคภูมิใจ สมรรถนะ ดีเยี่ยม Porsche 718 Cayman
4. ตอบโจทย์ หลายหลายด้าน ตามความต้องการ ของ ผู้ซื้อ ที่มีกำลังซื้อ
5. สมรรถนะ ความเร็ว ความแรง ที่แตกต่างจะ รถที่มีจำหน่าย ทั่วไป เช่น Ford mustang Eco Boost 2.3
เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหา ที่จะตามมา เบื้องต้น การซื้อ รถนำเข้า ควร ซื้อ จาก โชว์รูมรถนำเข้า มาตรฐาน เป็น บริษัท จดทะเบียน ที่ถูกต้อง เพื่อ ที่ บริษัท นำเข้ารถ จะดำเนินการ อย่างถูกต้อง ไม่ต้องกังวล เรื่อง ภาษีย้อนหลัง หรือ การถูกยึดรถ จาก การนำเข้า ไปถูกต้อง เพราะ ท่าน จะถูกยึดรถได้ หาก มีการ ละเมิด กฏหมาย อย่างใด อย่างหนึ่ง
นอกจาก จะต้องซื้อ จะ บริษัท โชว์รูม ที่นำเข้า ถูกต้องแล้ว ควร จะมอง ที่ ศูนย์บริการมาตรฐาน ด้วย เพราะ เมื่อมีการใช้งาน ต้องมีการ ซ่อมบำรุง ตามระยะทางแน่นอน อาจจะ สอบถาม จาก บริษัท นำเข้า ก็ได้ หรือ ถ้า บริษัท นำเข้า มีศูนย์ให้ บริการ ยิ่งดีมาก เลย เพราะ จะครบวงจร มาก เพราะแสดงว่า นำเข้า มาอย่างรับผิดชอบ อาจจะ มีการ ส่ง เจ้าหน้าที่ ไป ฝึกอบรม เกี่ยวกับ รถนำเข้า รุ่น นั้น โดยตรง เลย ก็ได้

รถหรู 5 ประเภทที่แข้งเมืองผู้ดีนิยมใช้

อังกฤษถือเป็นเมืองทางยุโรปที่เป็นตลาดใหญ่ของรถดังหลายรูปแบบนักฟุตบอลมีรายได้มากที่สุดก็ที่นี่

มีเงินก็ต้องใช้ให้คุ้ม ไม่แปลกหลอกครับที่นักเตะดังๆหลายคนของลีกอังกฤษจะมีรถหรูในราคาที่แพงแสนแพง ก็เพราะค่าเหนื่อยของนักเตะแต่ละคนนั้น ถ้าเอามานับรวมกันคงได้ราวๆหนึ่งกองภูเขาใหญ่ การจะซื้อรถหรูๆ สักคันไม่ใช่เรื่องยาก วันนี้เราจะพาทุกท่านมาดู รถหรู 5 ประเภทที่แข้งเมืองผู้ดีนิยมใช้กันครับ
1. Range Rover Sport (เรนจ์ โรเวอร์ สปอร์ต) รถหรูประเภทแรกถือได้ว่าเป็นรถที่มี option ครบเครื่องเหมาะสำหรับไว้ไปเที่ยวหรือปิกนิก ซึ่งนักแตะที่ใช้รถประเภทนี้ได้แก่ เวนย์ รูนีย์, ไรอัน กิกส์, จอห์น เทอร์รี
ราคารวม : 5.1 ล้านบาท
ความเร็วสูงสุด : 140 ไมล์ ต่อชั่วโมง
ความแรง : 385 แรงม้า
2. Porsche Cayenne (พอร์ช คาเยน) รถหรูประเภทที่สอง รุ่นนี้มีไว้สำหรับนักซิ่งด้วยอัตราเร่งสูงสุด 173 ไมล์ ต่อชั่วโมง ซึ่งนักแตะที่ใช้รถประเภทนี้ได้แก่ สตีเวน เจอร์ราร์ด, โรบิน ฟาน เพอร์ซี, และยายา ตูเร
ราคารวม : 4.5 ล้านบาท
ความเร็วสูงสุด : 173 ไมล์ ต่อชั่วโมง
ความแรง : 550 แรงม้า
3. Audi Q7 (ออดี คิว 7) รถหรูประเภทที่สาม เป็นอีกรุ่นที่แข้งผู้ดีชอบใช้ คือ หลุยส์ นานี, เฟร์นานโด ตอร์เรส, และริโอ เฟอร์ดินานด์
ราคารวม : 4.7 ล้านบาท
ความเร็วสูงสุด : 155 ไมล์ ต่อชั่วโมง
ความแรง : 500 แรงม้า
4. Aston Martin DB9 (แอสตัน มาร์ติน ดีบี 9) รถหรูประเภทที่สี่ โดยรูปทรงที่ฉูดฉาด หรูหราที่สาวๆต้องเหลียวมอง โดนใจแข้งผู้ดีไปหลายราย เช่น ฆวน มาตา และแฟรงค์ แลมพาร์ด
ราคารวม : 6.4 ล้านบาท
ความเร็วสูงสุด : 190 ไมล์ ต่อชั่วโมง
ความแรง : 470 แรงม้า
5. Bentley Continental (เบนท์ลีย์ คอนติเนนตัล) รถหรูประเภทสุดท้าย เป็นรถที่มีผู้คนนิยมใช้กันมากที่สุดในประเทศอังกฤษ โดยถูกใจเหล่านักแตะอย่าง ดาบิด ซิลบา, ซามูเอล เอโต, และวิคเตอร์ โมเซส ด้วยครับ
ราคารวม : 6.6 ล้านบาท
ความเร็วสูงสุด : 195 ไมล์ ต่อชั่วโมง
ความแรง : 200 แรงม้า

รถแพงที่สุด 2013

10 อับดับรถหรูราคาแพง 2013 ราคานี้เป็นราคาซื้อขายกันระหว่างดีลเลอร์กับผู้ขายไม่รวมภาษี ไม่นับรวมกับการประมูลเพราะไม่สามารถตีราคาที่แท้จริงได้

–      รถหรูอันดับที่ 1 ได้แก่ มายบัค เอ็กซ์เซเลโร่ (Maybach Exelero)  โดยมีราคาถึง 8 ล้านเหรียญสหรัฐหรือ ประมาณ 240 ล้านบาท เป็นรถหรูจากเยอรมันผลิตคันเดียวเท่านั่น สามารถวิ่งด้วยความเร็วสูงสุดที่ 350กม./ชม. แม้มีน้ำหนักถึง 2,600 กิโลกรัม

–      รถหรูอันดับที่ 2 ได้แก่ โรลส์-รอยซ์ ไฮเปอเรียน พินินฟารินา (Rolls-Royce Hyperion Pininfarina) ด้วยราคา 7 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 210 ล้านบาท ออกแบบโดยสำนักออกแบบพินินฟารินา

–      รถหรูอันดับที่ 3 ได้แก่ โคอีนิกเซ็ก ซีซีเอ็กซ์อาร์ ทรีวิตา (Koenigsegg CCXR Trevita) ด้วยราคา 4.85 ล้านเหรียญสหรัฐหรือประมาณ 145.5 ล้านบาท มีความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 400 กม./ชม. มีอัตราเร่งที่ 0-100 กม./ชม.ในเวลาเพียง 2.9 วินาที

–      รถหรูอันดับที่ 4 ได้แก่ เฟอร์รารี่ P4/5 พินินฟารินา (Ferrari P4/5 Pininfarina) ด้วยราคาราคา 4.8 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 144 ล้านบาท ออกแบบโดยสำนักออกแบบพินินฟารินา ความเร็มสูงสุดอยู่ที่ 375 กม/ชม. อัตราเร่งที่ 0-100 กม/ชม. ในเวลา 3 วินาที

–      รถหรูอันดับที่ 5 ได้แก่ เฟอร์รารี่ เอสพี 12 อีริค แคลปตัน (Ferrari SP12 EC) ราคา 4.7 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 141 ล้านบาท โดยผลิตเพียงคันเดียวให้แก่ อีริค แคลปตัน มือกีตาร์ชื่อดังของโลก

–      รถหรูอันดับที่ 6 ได้แก่ ลัมบอร์กินี เวเนโน (Lamborghini Veneno) ด้วยราคาราคา 4 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 120 ล้านบาท ความเร็วมสูงสุดอยู่ที่ 354 กม/ชม. มีอัตราเร่งตั้งแต่ 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 2.8 วินาทีเท่านั่น

–      รถหรูอันดับที่ 7 บูกัตติ เวย์รอน 16.4 ซูเปอร์สปอร์ต แซง นอร์ (Bugatti Veyron 16.4 Super Sport Sang Noir) ด้วยราคา 3.4 ล้านเหรียญสหรัฐหรือประมาณ 102 ล้านบาท เป็นรถที่มีความเร็วสูงสุดที่ทำลายสถิติโลกในปี 2010 ด้วยความเร็ว 434 กม./ชม

–      รถหรูอันดับที่ 8 ได้แก่ ดับบลิว มอเตอร์ ไลแคน ไฮเปอร์สปอร์ต (W Motor Lykan Hypersport) ราคา 3.4 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 102 ล้านบาท โดยความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 395 กม./ชม. โดยมีอัตรเร่ง 0-100 กม./ชม. ภายในเวลา 2.8 วินาที

–      รถหรูอันดับ 9 ได้แก่ เซนโว เอสที 1 (Zenvo ST1) ราคา 1.8 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 54 ล้านบาท โดยรถเซนโว เอสที 1ผลิตเพียง 15 คันเท่านั่น ความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 375 กม/ชม. อัตราเร่ง 0-100 กม./ชมภายใน 3 วินาที

–      รถหรูอันดับ 10 ได้แก่ ชัปพัน 962 ซีอาร์ (Schuppan 962CR) ราคา 1.5 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 45 ล้านบาท มีความเร็วสูงสุดที่ 370 กม./ชม. และมีอัตราเร่ง 0-100 กม./ม.ภายใน 3วินาที

maybach-exeleroRollsRoyce_PininfarinaHyperion1