โชว์รูมรถนำเข้า

ford mustang Eco boost 2.3 พร้อมศูนย์บริการ ช่างผู้เชี่ยวชาญ โดยตรง
911 carrera สั่งจองที่นี่ ได้รถเร็วมาก
new estima 2016 พร้อมให้คุณ สัมผัส ได้แล้ว ที่นี่
New Panamera ปรับโฉมใหม่ ตอบสนองความต้องการ สุงสุด เพื่อคุณ

สำหรับ ผู้ศึกษาต่อ ต่างประเทศ

เรียน sat หลักสูตร มาตรฐานเดียวทั่วโลก
เรียน ielts พร้อมรับรองผล มีระบบ ข้อสอบ จำลอง เพื่อวัดผล ก่อนสอบจริง

การดูแลรักษารถยนต์

ดูแลระบบหล่อเย็น เครื่องยนต์ อย่างไรดี

หมั่นตรวจดูสภาพและการทำงานเป็นระยะอุปกรณ์ในระบบหล่อเย็นที่

สำคัญและจะขาดเสียไม่ได้อีกอย่างหนึ่งก็คือพัดลมหม้อนำ้ เพราะช่วยในการถ่ายเทความร้อนระหว่าง รังผึ้งหม้อน้ำกับอากาศให้สมดุลกับปริมาณความร้อนที่เกิดขึ้น ปัจจุบันพัดลมหม้อน้ำ ในรถยนต์ส่วนใหญ่จะเป็นชนิดที่ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าเพราะควบคุมการทำงานได้ง่ายกว่าชนิดขับด้วยสายพาน

แต่มีข้อจำกัดที่ไม่สามารถทำให้มีขนาดใหญ่มากๆ ได้ เนื่องจากกระแสไฟฟ้าในรถมีน้อยรถที่ต้องการอัตราการไหลของอากาศมาก ๆเนื่องจากอุณหภูมิการทำงานของเครื่องยนต์สูง เช่นรถที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซล จึงยังจำเป็นต้องใช้พัดลมชนิดที่ขับด้วยสายพานโดยใช้กำลังจากเครื่องยนต์อยู่

โดยปรกติพัดลมหม้อน้ำไม่ต้องการการบำรุงรักษาใดๆ เพราะหากชำรุดก็เปลี่ยนใหม่ แต่อย่างไรก็ดีควรหมั่นตรวจดูสภาพและการท างานเป็นระยะ ๆโดยการตรวจสภาพและการท างานของพัดลมหม้อน้ าซึ่งควรท าทุกครั้งที่ตรวจระดับน้ำหล่อเย็น น้ำยาแอร์ ต่อจากนั้นตรวจดูใบของพัดลมว่าไม่แตกหักเสียหายหรือเปลี่ยนรูปไปตรวจดูโครงยึดและกรอบบังลมว่าตรึงแน่นอยู่ในตำแหน่งอย่างถูกต้อง และไม่มีร่องรอยการเสียดสีสายไฟและปลั๊กต่ออยู่ในสภาพเรียบร้อยไม่ขาด แตกหัก หรือหลุดลุ่ยตรวจการทำงานของพัดลมหม้อน้ำและวงจรควบคุมโดยสตาร์ตเครื่องยนต์แล้วสังเกตการทำงานของพัดลมหม้อน้ำ

ในสภาวะปรกติระหว่างที่ติดเครื่องยนต์ใหม่ ๆ พัดลมหม้อน้ำจะยังไม่ทำงานพัดลมจะเริ่มหมุนเมื่ออุณหภูมิของเครื่องยนต์เริ่มสูงกว่าอุณหภูมิทำงานปรกติ(ประมาณ 85-90 องศาเซลเซียส)และจะหยุดหมุนเมื่ออุณหภูมิของเครื่องยนต์ลดต่ำลงกว่าระดับดังกล่าวสลับไปมาอย่างนี้ตลอดไปดังนั้น ถ้าพบว่าพัดลมหม้อน้ำทำงานอยู่ตลอดเวลาแสดงว่ามีสิ่งผิดปรกติเกิดขึ้น  ซึ่งอาจจะเป็นในระบบหล่อเย็นหรืออุปกรณ์ควบคุมการทำงานของพัดลมลองใช้น้ำฉีดที่หม้อน้ า(อย่าฉีดไปที่ตัวมอเตอร์โดยตรงเพราะจะทำให้เกิดไฟฟ้าลัดวงจร หรือชิ้นส่วนภายในเสียหาย) ถ้าฉีดแล้วพัดลมหยุดทำงานก็แสดงว่า การระบายความร้อนของหม้อน้ำไม่มีประสิทธิภาพ เช่น ปริมาณของสารหล่อเย็นมีไม่พอเพียง เกิดการอุดตันที่ครีมระบายความร้อนมีตะกรันหรือสนิมในหม้อน้ำ อุปกรณ์ในระบบหล่อเย็น (ปั๊มน้ำเทอร์โมสตัท)บกพร่องแต่ถ้าฉีดน้ำจนแน่ใจว่าอุณหภูมิของเครื่องยนต์ลดลงจนต่ำกว่าอุณหภูมิทำงานแล้วพัดลมก็ยังไม่หยุดทำงานแสดงว่าอุปกรณ์ควบคุมการทำงานของพัดลม (เทอร์โมสวิตช์)บกพร่องอาการบกพร่อง

ประการสุดท้าย คือ พัดลมไม่หมุนลองตรวจดูฟิวส์เสียก่อนเป็นอันดับแรก(ตำแหน่งของฟิวส์ได้จากคู่มือผู้ใช้รถของแต่ละรุ่น)ถัดจากนั้นก็เป็นสายไฟและขั้วเสียบถ้าไม่มีอะไรผิดปรกติแสดงว่าตัวพัดลมหรือไม่ก็วงจรควบคุมบกพร่องสำหรับการแก้ไขในกรณีนี้คงต้องปล่อยให้เป็นหน้าที่ของช่างที่มีความชำนาญเป็นดีที่สุด ไม่แนะนำให้แก้ไขเอง เดี๋ยวจะได้ไม่คุ้มเสียเพราะวงจรควบคุมพัดลมหม้อน้ำในรถบางรุ่นเชื่อมต่ออยู่กับกล่องคอมพิวเตอร์ควบคุมการทำงานของเครื่องยนต์  เคราะห์หามยามร้ายเกิดไปกล่องที่ว่านั่นเสียจะกลายเป็นเรื่องใหญ่

การดูแลรักษาระบบหล่อเย็นโดยสังเขปก็มีเพียงเท่านี้ก็ขอให้ใช้รถในหน้าร้อนที่จะมาถึงได้อย่างสบายอกสบายใจและสนุกสนานกันทุกท่าน

วิธีการตรวจสอบ นำ้มันเครื่อง

หลีกเลี่ยง การใช้นำ้มันเครื่องปลอม หรือ น้ำมันเครื่องที่ไม่ได้ มาตรฐาน

อันตราย ผลเสีย กับเครื่องยนต์ มากกว่า ที่คุณจะ จินตนาการได้ เพราะ น้ำมันเครื่องปลอม จะ แทรกซึม เข้าไป ทุกที่ของเครื่องยนต์ ความเสียหายจุดเล็กจุดน้อย มากมาย

แน่นอน ว่าถ้ารู้ คงไม่ใคร จะ เสี่ยง ซื้อ นำ้มันเครื่องปลอม มาใช้ แน่นอน

ว่าแต่เราจะ รู้ได้อย่างไร ว่า น้ำมันเครื่องจริง หรือ ปลอม วันนี้ เรามี วิธีสังเกตุ ง่ายง่าย ดังนี้

  1. สังเกตุที่ บรรจุภัณฑ์ ฝาขวด หรือ แกลลอน ต้องปิดสนิท ซีลแน่น ด้วยแผ่นฟอยล์ เหมือนออกจากโรงงาน  ไม่มีคราบน้ำมันเครื่องไหลย้อน ไม่มีรอยบุบ เจาะ ฉลากชัดเจน คมชัด พิมพ์สติกเกอร์ฉลากสินค้า คมชัด หรือ บางยี่ห้อ อาจจะ มี พิมพ์สติกเกอร์โฮโลแกรม เพื่อป้องกัน การปลอมแปลง เพิ่มเติม
  2. สังเกตุสีและกลิ่น น้ำมันเครื่องต้องมีสีใส ไม่ขุ่น ไม่มีสิ่งอื่นเจอปน วิธีการตรวจสอบ คือ นำน้ำมันเครื่องที่สงสัย ใส่ภาชนะใส และ วางด้านหน้ากระดาษ ถ้าเป็นน้ำมันเครื่อง ที่ได้มาตรฐาน จะสามารถ มองเห็น กระดาษ ผ่านน้ำมันเครื่องได้อย่าง ชัดเจน
  3. สังเกต ค่าความหนืด ความหนืดของน้ำเครื่อง จะมีค่าคงที่ทั้งปริมาตรของขวด แกลลลอน หากพบว่ามีความหนืดผิดปกติ ไหลยากตอนแรก และ ไหลง่ายในช่วงท้าย อย่าใช้น้ำมันเครื่องนั้น เพราะ อาจจะหมดอายุ น้ำมันเครื่อง มีการปลอมปน ไม่มี มาตรฐาน
  4. เลือกซื้อน้ำมันเครื่อง จาก แบรนด์ หรือ ร้านที่เชื่อถือได้ แน่นอน น้ำมันเครื่อง เป็นสินค้าควบคุม ที่ต้องได้รับ มาตรฐานสินค้า มอก จึงจะจำหน่ายได้ แต่ก็มีไม่น้อย ที่ผลิตและจัดจำหน่าย โดยการลักลอบ

สำคัญที่สุด คือเลือก ใช้น้ำมันเครื่องจาก ผู้ผลิตที่ได้รับมาตรฐาน หรือ เลือก เปลี่ยน น้ำมันเครื่อง กับ ศูนย์บริการมาตรฐาน ที่เหมาะกับรถของเรา ที่สุด และ มีการ รับประกัน ที่นา่เชื่อถือ เพื่อ รถที่รักของคุณ

การตรวจ ระบบ เบรค

ตรวจระบบเบรก

ตรวจระบบเบรก หรือตัวบี (B = Brake)

ตรวจระดับน้ำมันเบรกและสภาพ

ก่อนตรวจชิ้นส่วนที่ผู้ขับขี่จะต้องรู้ ได้แก่ ถ้วยเก็บน้ำมันเบรก หม้อลมเบรก แป้นเบรกท่ออ่อนเบรก เบรกมือ เป็นตัน

 

ระบบเบรกผู้ขับขี่จะต้องตรวจอะไรบ้าง

  1. ตรวจระดับน้ำมันเบรกและสภาพ
  2. ตรวจระดับน้ำมันคลัตช์และสภาพ (รอเกียร์ธรรมดา)
  3. ตรวจระยะฟรีแป้นเบรก
  4. ตรวจระยะฟรีแป้นคลัตช์ (รถเกียร์ธรรมดา)
  5. ตรวจหม้อลมเบรก
  6. ตรวจความสูงของแป้นเบรกขณะเหยียบ
  7. ตรวจท่ออ่อนเบรก
  8. ตรวจเบรกมือ

ตรวจระดับน้ำมันเบรก

ถ้าระดับน้ำมันเบรกอยู่ระหว่างขีด MAX กับขีด MIN ถือว่าปกติ

ถ้าต้องการเติมให้ถึงขีด MAX ให้หาผ้าสะอาดเช็ดที่ฝาครอบก่อนเปิด เนื่องจากฝุ่นผงที่ติดอยู่ข้าง ๆ ถ้วยเก็บอาจจะเข้าไปปนกับน้ำมันเบรกได้ อย่าเติมน้ำมันเบรกให้เกินขีด MAX โดยเด็ดขาด เพราะเมื่อน้ำมันเบรกร้อนหรือรถเกิดการกระแทก น้ำมันเบรกจะไหลออกมาได้ น้ำมันเบรกจะกัดสีรถ ต้องระวังให้ดี

ในการเติมน้ำมันเบรก ท่านต้องรู้ว่า น้ำมันเบรกในรถของท่านใช้ DOT อะไร มันจะบอกไว้ที่ฝาปิดว่า DOT 3 หรือ DOT 4 ส่วนมากจะใช้ DOT 3 ครับ

DOT ย่อมาจาก Department of Transportation หมายถึง กรมการขนส่งของประเทศสหรัฐอเมริกา ได้กำหนดจุดเดือดของน้ำมันเบรกไว้ และกำหนดให้น้ำมันเบรก DOT 3 ของทุกบริษัทสามารถเติมแทนกันได้ น้ำมันเบรก DOT 3 จะมีจุดเดือดต่ำกว่าน้ำมันเบรก DOT 4 (ดูรูป) เมื่อน้ำมันเบรกร้อนจัดจะเป็นไอปนกับน้ำมันทำให้จุดเดือดของน้ำมันเบรกลดต่ำลงมาก เช่น ในกรณีขับรถลงเขาแล้วเหยียบเบรกบ่อย ๆ

 

ในกรณีท่านไม่ได้ตรวจระดับน้ำมันเบรกทุกวัน ท่านจะต้องสังเกตไฟเตือนระบบเบรกที่แผงหน้าปัดให้ดี ถ้าไฟเตือนระบบเบรกติดขึ้นมา ถ้าไม่ดึงเบรกมือแสดงว่าอาจเกิดจากระดับน้ำมันเบรกต่ำกว่าปกติ ตัวเซนเซอร์จะติดตั้งอยู่ที่ข้างเก็บน้ำมันเบรกมีสายไฟสองเส้นส่งสัญญาญไปยังไฟเตือนที่หน้าปัด

สาเหตุที่ระดับน้ำมันเบรกลดลงต่ำกว่าขีด MAX ส่วนมากเกิดจากผ้าเบรกสึกหรอหรือมีรอยรั่วซึมตามจุดต่าง ๆ

 

คำแนะนำ

ไฟเตือน ระบบเบรก ใช้เตือน

  1. ระดับน้ำมันเบรก
  2. เตือนเบรกมือ ถ้าปลดเบรกมือแล้วไฟเตือนระบบเบรกยังไม่ดับ ระดับ น้ำมันเบรก อาจจะต่ำกว่าปกติ
  3. เตือนสูญญากาศในหม้อลมเบรก (รถปิกอัพบางรุ่นจะมีสวิตช์สุญญากาศติดตั้งอยู่ที่หม้อลมเบรก)

 

ตรวจสภาพน้ำมันเบรก

ถ้าน้ำมันเบรกยังใสอยู่ ไม่ขุ่น ไม่สกปรกหรือไม่มีสีดำ ถือว่ายังใช้ได้ยังไม่ต้องเปลี่ยนในหนังสือคู่มือการใช้รถจะบอกไว้ว่าควรเปลี่ยนเมื่อใด

การตรวจระดับน้ำมันคลัตช์และสภาพ

มีวิธีตรวจเช่นเดียวกันกับน้ำมันเบรกครับ น้ำมันเบรกและน้ำมันคลัตช์เป็นน้ำมันชนิดเดียวกัน จะเห็นว่าการตรวจระดับน้ำมันเบรกและระดับน้ำมันคลัตช์ รวมทั้งสภาพน้ำมันด้วยเป็นเรื่องที่ผู้ขับขี่รถยนต์ทุกท่านตรวจด้วยตนเองได้

ส่วนการเปลี่ยนน้ำมันเบรกและน้ำมันคลัตช์นั้นเป็นหน้าที่ของช่าง

บทหน้าที่จะเป็นการตรวจระยะฟรีของแป้นเบรกและแป้นคลัตช์ครับ