โชว์รูมรถนำเข้า

ford mustang Eco boost 2.3 พร้อมศูนย์บริการ ช่างผู้เชี่ยวชาญ โดยตรง
911 carrera สั่งจองที่นี่ ได้รถเร็วมาก
new estima 2016 พร้อมให้คุณ สัมผัส ได้แล้ว ที่นี่
New Panamera ปรับโฉมใหม่ ตอบสนองความต้องการ สุงสุด เพื่อคุณ

สำหรับ ผู้ศึกษาต่อ ต่างประเทศ

เรียน sat หลักสูตร มาตรฐานเดียวทั่วโลก
เรียน ielts พร้อมรับรองผล มีระบบ ข้อสอบ จำลอง เพื่อวัดผล ก่อนสอบจริง

ตลาดรถยนต์อิสระ

ตลาดรถยนต์นำเข้าอิสระ มีความคึกคัก เนื่องจากมีรถใหม่ออกมาให้ตลาดอย่างต่อเนื่อง ตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้เป็นอย่างดี

รถแพงที่สุด 2013

10 อับดับรถหรูราคาแพง 2013 ราคานี้เป็นราคาซื้อขายกันระหว่างดีลเลอร์กับผู้ขายไม่รวมภาษี ไม่นับรวมกับการประมูลเพราะไม่สามารถตีราคาที่แท้จริงได้

–      รถหรูอันดับที่ 1 ได้แก่ มายบัค เอ็กซ์เซเลโร่ (Maybach Exelero)  โดยมีราคาถึง 8 ล้านเหรียญสหรัฐหรือ ประมาณ 240 ล้านบาท เป็นรถหรูจากเยอรมันผลิตคันเดียวเท่านั่น สามารถวิ่งด้วยความเร็วสูงสุดที่ 350กม./ชม. แม้มีน้ำหนักถึง 2,600 กิโลกรัม

–      รถหรูอันดับที่ 2 ได้แก่ โรลส์-รอยซ์ ไฮเปอเรียน พินินฟารินา (Rolls-Royce Hyperion Pininfarina) ด้วยราคา 7 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 210 ล้านบาท ออกแบบโดยสำนักออกแบบพินินฟารินา

–      รถหรูอันดับที่ 3 ได้แก่ โคอีนิกเซ็ก ซีซีเอ็กซ์อาร์ ทรีวิตา (Koenigsegg CCXR Trevita) ด้วยราคา 4.85 ล้านเหรียญสหรัฐหรือประมาณ 145.5 ล้านบาท มีความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 400 กม./ชม. มีอัตราเร่งที่ 0-100 กม./ชม.ในเวลาเพียง 2.9 วินาที

–      รถหรูอันดับที่ 4 ได้แก่ เฟอร์รารี่ P4/5 พินินฟารินา (Ferrari P4/5 Pininfarina) ด้วยราคาราคา 4.8 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 144 ล้านบาท ออกแบบโดยสำนักออกแบบพินินฟารินา ความเร็มสูงสุดอยู่ที่ 375 กม/ชม. อัตราเร่งที่ 0-100 กม/ชม. ในเวลา 3 วินาที

–      รถหรูอันดับที่ 5 ได้แก่ เฟอร์รารี่ เอสพี 12 อีริค แคลปตัน (Ferrari SP12 EC) ราคา 4.7 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 141 ล้านบาท โดยผลิตเพียงคันเดียวให้แก่ อีริค แคลปตัน มือกีตาร์ชื่อดังของโลก

–      รถหรูอันดับที่ 6 ได้แก่ ลัมบอร์กินี เวเนโน (Lamborghini Veneno) ด้วยราคาราคา 4 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 120 ล้านบาท ความเร็วมสูงสุดอยู่ที่ 354 กม/ชม. มีอัตราเร่งตั้งแต่ 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 2.8 วินาทีเท่านั่น

–      รถหรูอันดับที่ 7 บูกัตติ เวย์รอน 16.4 ซูเปอร์สปอร์ต แซง นอร์ (Bugatti Veyron 16.4 Super Sport Sang Noir) ด้วยราคา 3.4 ล้านเหรียญสหรัฐหรือประมาณ 102 ล้านบาท เป็นรถที่มีความเร็วสูงสุดที่ทำลายสถิติโลกในปี 2010 ด้วยความเร็ว 434 กม./ชม

–      รถหรูอันดับที่ 8 ได้แก่ ดับบลิว มอเตอร์ ไลแคน ไฮเปอร์สปอร์ต (W Motor Lykan Hypersport) ราคา 3.4 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 102 ล้านบาท โดยความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 395 กม./ชม. โดยมีอัตรเร่ง 0-100 กม./ชม. ภายในเวลา 2.8 วินาที

–      รถหรูอันดับ 9 ได้แก่ เซนโว เอสที 1 (Zenvo ST1) ราคา 1.8 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 54 ล้านบาท โดยรถเซนโว เอสที 1ผลิตเพียง 15 คันเท่านั่น ความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 375 กม/ชม. อัตราเร่ง 0-100 กม./ชมภายใน 3 วินาที

–      รถหรูอันดับ 10 ได้แก่ ชัปพัน 962 ซีอาร์ (Schuppan 962CR) ราคา 1.5 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 45 ล้านบาท มีความเร็วสูงสุดที่ 370 กม./ชม. และมีอัตราเร่ง 0-100 กม./ม.ภายใน 3วินาที

maybach-exeleroRollsRoyce_PininfarinaHyperion1

ประเทศที่มาของรถนำเข้า

ประเทศและแหล่งที่มาของรถนำเข้า

ประเทศและแหล่งที่มาของรถ  สำหรับตลาดรถนำเข้าบ้านเรานั้น  มักจะมีที่มาเหมือนๆ กัน  ทั้งนี้สืบเนื่องมาจากลักษณะของรถที่เหมาะสมกับบ้านเรา  และแหล่งผลิตรถที่เข้าถึงง่าย  ไม่มีปัญหาเรื่องภาระและค่าใช้จ่ายในการขนส่งมากจนเกินไป เช่น ประเทศญี่ปุ่น ประเทศสิงคโปร์ หรือ ประเทศอังกฤษ

พวกรถนำเข้าที่จำหน่ายบ้านเราสามารถแบ่งออกเป็นประเภทใหญ่ๆ  ได้สองพวก  อย่างแรกจะเป็นรถจากประเทศญี่ปุ่น  ซึ่งในส่วนของตัวรถไม่มีปัญหาเพราะเป็นรถพวงมาลัยขวาโดยกำเนิดอยู่แล้ว  เกือบทั้งหมดหรือส่วนใหญ่จะนิยมสั่งกับทางประเทศญี่ปุ่นโดยตรง เช่น Toyota Vellfire หรือ Toyota Alphard  จากการซื้อรถกับดีลเลอร์ที่จำหน่ายรถญี่ปุ่นยี่ห้อต่างๆ  โดยทางดีลเลอร์รถจะเป็นผู้จัดการให้  สำหรับรถที่สั่งมาจากทางญี่ปุ่นอาจจะมีปัญหาบ้างเกี่ยวกับตัวรถ  เพราะเป็นรถที่ทำเอาไว้ใช้ในญี่ปุ่น  พวกตัวหนังสือแนะนำรถและอุปกรณ์ที่ใช้มักจะเป็นภาษาญี่ปุ่น  ไม่เหมือนพวกรถส่งออกที่จะใช้ภาษาอังกฤษเป็นพื้น  ส่วนเรื่องล็อคความเร็วที่  180  กม./ชม.  ปัจจุบันแก้ไขได้สบายจึงไม่ใช่ปัญหาในการเลือกใช้และเราสามารถดูได้ที่โชว์รูมรถนำเข้า ทั่วไปได้ก่อนตัดสินใจเลือกซื้อ

สำหรับรถ LEXUS บางทีก็หาเอาใกล้บ้านเรานี่แหละ  โดยนำเข้ามาจากสิงคโปร์ เพราะที่นั่นเป็นดีลเลอร์ใหญ่แถวภูมิภาคนี้  อาศัยอยู่ไม่ไกลก็สามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายและเวลาในการขนส่งลงได้เยอะเหมือนกัน

ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งก็เป็นพวกรถยุโรปซึ่งเมนหลักก็มักจะเป็นพวกรถ  BENZ เช่น รุ่น ML-250  ซึ่งมีจำหน่ายมากมายและหลากหลายรุ่น  รองลงมาก็เป็นพวก BMW รถหรู ซึ่งมักจะหนักไปในทางรถสปอร์ตหรือพวกตัวพิเศษซะมากกว่า  แล้วก็รถที่จำหน่ายได้เกินคาดก็พวกรถหรูหน้าเป็นห่วง AUDI ส่วนรถที่ขายดีแบบเงียบๆ ก็จะเป็นพวก  PORSCHE รุ่น New Boxster  และรุ่นอื่น ที่ปีนึงจะมีตัวเลขจำหน่ายได้ถึง  200 กว่าคันรถเหล่านี้มีพื้นฐานเป็นรถพวงมาลัยซ้าย  ดังนั้นหากต้องการรถพวงมาลัยขวา  แหล่งซื้อใหญ่ก็เป็นการนำเข้าจากประทศอังกฤษ

นอกเหนือจากนี้ก็ยังมีรถยุโรปยอดนิยมอีกเยอะ  ที่ทางบริษัทรถนำเข้ากล้าเอามาชนกับทางบริษัทใหญ่  ไม่ว่าจะเป็นพวก MINI Cooper หรือแม้กระทั่งเหล่าบรรดาซูเปอร์คาร์เอ็กโซติคคาร์ราคาแสนแพงไฮโซขนาดไหนก็มีขายให้เกลื่อน

ประวัติ รถ Mini Cooper

Mini cooper  ไม่มีใครไม่ชอบเธอ 

               หากพูดถึงรถหรูขนาดเล็ก น่ารัก โดนใจวัยรุ่นทั้งหลายแล้วคงหนีไม่พ้น รถยอดนิยมที่ชื่อ mini cooper  ซึ่งมีประวัติความเป็นมาคร่าวๆดังนี้ครับ รถมินิ  คือรถขนาดเล็กที่ผลิตขึ้นโดย บริติชมอเตอร์คอร์ปอเรชัน (บีเอ็มซี) ได้รับการประสบความสำเร็จตั้งแต่ปี ค.ศ. 1959 จนกระทั่ง 2000 เป็นรถที่โด่งดังที่สุดที่ผลิตโดยชาวอังกฤษ ต่อมาได้มีการเข้าแทนที่โดยรถนิวมินิ ที่ออกมาในเดือนเมษายน ค.ศ. 2001 จากบีเอ็มดับบลิว บริษัทแม่ในปัจจุบันของ บีเอ็มซี  ซึ่งรถมินิในแบบดั้งเดิมถือเป็นสัญลักษณ์ในช่วงยุคทศวรรษ 1960 เป็นรถประหยัดพื้นที่ ขับเคลื่อนด้วยล้อหน้าซึ่งได้รับความนิยมมากในสมัยนั้น และยังมีอิทธิพลต่อการผลิตรถยนต์ในรุ่นต่อมา ในบางครั้งได้รับการพิจารณาว่าเทียบเท่ากับรถเยอรมันอย่าง รถเต่าโฟล์คสวาเกน ที่ได้รับความแพร่หลายในอเมริกาเหนือ ลักษณะเด่นของรถมินิคือมี 2 ประตู ออกแบบโดย เซอร์ อเล็ก อิซซิโกนิส มีการผลิตที่โรงงานในลองบริดจ์และคาวลีย์ ในสหราชอาณาจักร และได้มีการขยายโรงงานออกไปอีกมากมายหลายสาขาเช่น  โรงงานในวิกตอเรียปาร์ก/เซ็ตแลนด์ ของ บริติชมอเตอร์คอโปเรชัน (ออสเตรเลีย) ที่ซิดนีย์ ออสเตรเลีย และต่อมาในสเปน (Authi), เบลเยี่ยม, ชิลี, อิตาลี ,โปรตุเกส  เป็นต้น ในส่วนของมินิประเทศไทยนั้นได้มีการเปิดตัวมินิเครื่องยนต์ดีเซลใหม่ ภายใต้รหัส คูเปอร์ ดี และคูเปอร์ เอสดี เป็นครั้งแรกในประเทศไทย ด้วยเครื่องยนต์ดีเซลคอมมอนเรล 4 สูบแถวเรียง 2.0 ลิตร พร้อมเทอร์โบแปรผันเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการประหยัดน้ำมันได้สูงสุดถึง 19.6 กิโลเมตร / ลิตรสำหรับ คูเปอร์ ดี ในรุ่นแฮ็ทช์แบค 3 ประตู  โดยเครื่องยนต์ดังกล่าวได้รับการพัฒนาเทคโนโลยีมาจากพื้นฐานของเครื่องยนต์ดีเซลคอมมอนเรล 4 สูบ 2.0 ลิตรที่ผลิตจากวัสดุอลูมิเนียมน้ำหนักเบาพร้อมด้วยเทคโนโลยีอัดอากาศแบบเทอร์โบแปรผันที่ให้กำลังได้อย่างมีประสิทธิภาพในทุกช่วงของรอบเครื่องยนต์ ทำให้มีอัตราการประหยัดเชื้อเพลิงเป็นเยี่ยมถึง 19.6 กิโลเมตร / ลิตร และให้แรงบิดสูงสุด 270 นิวตัน-เมตร ที่ 1,750-2,250 สำหรับ คูเปอร์ ดี ในรุ่นแฮ็ทช์แบค 3 ประตูและสำหรับ คูเปอร์ เอสดี ในรุ่นแฮ็ทช์แบค 3 ประตูนั้น มีอัตราการประหยัดเชื้อเพลิงอยู่ที่ 18.9 กิโลเมตร / ลิตร และให้แรงบิดสูงสุดถึง 305 นิวตัน-เมตร ที่ 1,750-2,700 รอบ ทำให้มินิคูเปอร์ เอสดี เป็นรถที่มีพละกำลังเมื่อเทียบกับรถยนต์ในขนาดเดียวกัน  นอกจากนี้ แล้วเครื่องยนต์ดีเซลเจนเนอเรชั่นใหม่ของมินิยังได้รับการปรับปรุงเพื่อลด vibration และลดเสียงจากห้องเครื่องยนต์ได้ดีขึ้น ทำให้เครื่องเดินเงียบได้เป็นอย่างดี ปราศจากอาการสั่นของเครื่องยนต์ดีเซลแบบทั่วไป  ซึ่งตัวรถมินิในประเทศไทยนั้นถือว่าได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เนื่องจากดีไซด์ ที่น่ารักเหมาะกับทุกเพศทุกวัย จึงทำให้รถ Mini Cooper นั้น ได้รับความสนใจเป็นอย่างมากในขณะนี้ครับ

ประวัติของ รถเบนซ์ นิยามของความหรูหรา

รถเบนซ์ หลายคนชื่นชอบในความหรูหรา

บางคนเอาไว้ตั้งชื่อลูกบ่งบอกถึงความสำเร็จ เรามาดูว่าประวัติเป็นมาอย่างไร

สองนักประดิษฐ์ผู้หมุนกงล้อประวัติศาสตร์ คาร์ล เบนซ์ และกอตต์ลีบ เดมเลอร์ คือผู้บุกเบิกแห่งโลกยนตรกรรมทั้งคู่เป็นนักประดิษฐ์ และพัฒนายานยนต์ ในช่วงทศวรรษที่ 1920 ได้ร่วมกิจการเป็นบริษัทเดมเลอร์-เบนซ์ เอจี(Daimler-Benz AG) ผู้ผลิตรถคุณภาพในนามเมอร์เซเดส-เบนซ์ กอตต์ลีบ เดมเลอร์ คือผู้นำระบบสันดาปภายในมาสนองวิสัยทัศน์แห่งการขับขี่ขนส่งโดยเริ่มทดสอบเครื่องยนต์พลังสูงเครื่องแรกของโลกในปี 1883 สองปีต่อมาเขาได้ผลิตจักรยานยนต์คันแรกของโลกโดยติดตั้งเครื่องยนต์เข้ากับจักรยานอีกสามปีต่อมา เขาได้ติดตั้งเครื่องยนต์ดังกล่าวเข้ากับตัวรถม้านับเป็นรถยนต์สี่ล้อคันแรกในชีวิตนักประดิษฐ์ของเขาคาร์ล เบนซ์ เลือกเส้นทางยนตรกรรมที่แตกต่างจาก เดมเลอร์ เขาถือว่าการสร้างรถยนต์จะต้องอาศัยหลักการที่แตกต่างจากระบบรถเทียมม้าโดยสิ้นเชิงด้วย เหตุนี้เขาจึงออกแบบยานยนต์ให้มีสามล้อติดตั้งเครื่องยนต์หนึ่งสูบในแนวนอน และได้จดทะเบียนสิทธิบัตร เมื่อวันที่ 19 มกราคม ค.ศ. 1986 จำนวนรถที่ผลิตจากโรงงานของเขาพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อรถรุ่น “เวโล(velo)” เริ่มปรากฏโฉมโดยระหว่างปี 1894 ถึง 1901 ผลิตได้ถึง 1,200 คัน อาจกล่าวได้ว่านั่นคือจุดเริ่มต้นของอุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์ ศาสตร์ และศิลป์แห่งยนตรกรรม มาจนถึงปัจจุบัน ดาวสามแฉก ยังคงส่องแสงอย่างเจิดจรัส ด้วยโมเดลที่่ออกมาอย่างต่อเนื่อง
เช่น ML 250 รถครอบครัวที่ได้รับความนิยมอย่างมากมายในประเทศไทย

ด้วยศักยภาพในการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศไทยบริษัทเดมเลอร์ไครสเลอร์(ประเทศไทย) จำกัด จึงได้เข้ามาดำเนินกิจการในประเทศครอบคลุมทั้งการนำเข้า และประกอบรถยนต์ จัดจำหน่ายรถยนต์นั่งสาธารณะ และรถยนต์นั่งส่วนบุคคล ดาวสามแฉก ได้มาส่องสกาวนำทางอยู่บนท้องถนนเมืองไทยนับเป็นเวลากว่า 100 ปี มีรุ่น โมเดลออกมานับร้อยร้อย รุ่น หากให้นึกถึงชื่อรถหรู ไม่มีใครไม่นึกถึง รถดาวสามแฉกนี้แน่นอน